10 ค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ มนุษย์เงินเดือนรู้ไว้… เซฟเงินได้เป็นหมื่น!
เมื่อลมหนาวพัดมาหรือเข้าใกล้ช่วงสิ้นปี สิ่งหนึ่งที่คนทำงานออฟฟิศและฟรีแลนซ์ทุกคนต้องเริ่มขยับตัวก็คือการ “วางแผนภาษี” เพราะหากเราปล่อยผ่านไปโดยไม่เตรียมตัวล่วงหน้า รู้ตัวอีกทีอาจจะต้องควักเงินก้อนโตจ่ายภาษีให้สรรพากรอย่างน่าเสียดาย
โชคดีที่กฎหมายเปิดโอกาสให้เราสามารถนำ ค่าใช้จ่าย ลดหย่อนภาษี มาหักลบออกจากรายได้เพื่อทำให้เสียภาษีน้อยลงได้ และนี่คือ 10 ค่าใช้จ่ายยอดฮิต ที่คนส่วนใหญ่ใช้สิทธิ์ได้จริง อัปเดตล่าสุดให้คุณเอาไปเช็กลิสต์กันครับ
กลุ่มที่ 1: สิทธิ์พื้นฐานและครอบครัว (ทุกคนมีสิทธิ์)
1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว
สิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ผู้มีรายได้ทุกคนได้รับทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข กฎหมายให้หักลดหย่อนได้เลย 60,000 บาท ตั้งแต่ก้าวแรกที่ยื่นแบบ
2. ค่าเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่
หากคุณต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (รวมถึงบิดามารดาของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้) สามารถนำมาลดหย่อนได้ คนละ 30,000 บาท
- เงื่อนไข: คุณพ่อคุณแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไปในปีภาษีนั้น และต้องมีรายได้รวมทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท
3. ค่าลดหย่อนบุตรและค่าฝากครรภ์
สำหรับคนมีลูก สามารถนำมาลดหย่อนได้ คนละ 30,000 บาท แต่ถ้าเป็นบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561) จะได้สิทธิ์เพิ่มเป็น คนละ 60,000 บาท นอกจากนี้คุณแม่ยังสามารถนำ “ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร” มาลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อการครรภ์ อีกด้วย
กลุ่มที่ 2: การออมและประกันภัย (เปลี่ยนรายจ่ายเป็นเงินออม)
4. เงินสมทบประกันสังคม
มนุษย์เงินเดือนทุกคนที่ถูกหักเงินเข้ากองประกันสังคมมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนมาตรา 39/40 สามารถนำเงินส่วนนี้มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง โดยมาตรา 33 จะหักลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทต่อปี
5. เบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
- ประกันชีวิตทั่วไป (หรือประกันออมทรัพย์): ลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท (ต้องเป็นสัญญา 10 ปีขึ้นไป)
- ประกันสุขภาพตัวเอง: ลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท
- เงื่อนไข: เมื่อรวมประกันชีวิตทั่วไปและประกันสุขภาพตัวเองแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันสุขภาพพ่อแม่: สามารถนำมาลดหย่อนเพิ่มได้อีกสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
6. ประกันชีวิตแบบบำนาญ
ตอบโจทย์คนที่ต้องการออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
กลุ่มที่ 3: กองทุนรวมเพื่อการลงทุน (ต่อยอดเงินให้งอกเงย)
7. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
กองทุนเน้นออมระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ สามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องถือยาวจนถึงอายุ 55 ปี และลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี
8. กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
กองทุนฮิตที่เน้นลงทุนในธุรกิจไทยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (โดยมีระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อ)
กลุ่มที่ 4: อสังหาริมทรัพย์และการบริจาค
9. ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน / คอนโด
สำหรับคนที่มีภาระผ่อนบ้านหรือคอนโดอยู่นั้น เงินที่คุณจ่ายเป็น “ดอกเบี้ยเงินกู้” ให้กับธนาคารในแต่ละเดือน สามารถรวบรวมมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
10. เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา และสาธารณประโยชน์
การทำบุญหรือบริจาคเงินนอกจากจะอิ่มใจแล้วยังช่วยเซฟภาษีได้ โดยเฉพาะการบริจาคผ่านระบบ e-Donation ให้กับโรงเรียน โรงพยาบาล หรือองค์กรศาสนาที่กำหนด จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อน 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนอื่น ๆ
สรุปเพดานเงินออมกลุ่มเกษียณ
ข้อควรระวัง: เมื่อคุณนำสิทธิ์ลดหย่อนกลุ่มเกษียณมารวมกัน (ได้แก่ ประกันบำนาญ + กองทุน RMF + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. + กองทุนออมแห่งชาติ) ยอดรวมทั้งหมดห้ามเกิน 500,000 บาท เด็ดขาดครับ
การศึกษาเรื่อง ค่าใช้จ่าย ลดหย่อนภาษี ไม่ใช่เรื่องของการหลบเลี่ยงภาษี แต่เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายที่รัฐบาลสนับสนุน หากเราวางแผนจัดสรรเงินไปออมในประกันหรือกองทุนรวมตั้งแต่ต้นปี นอกจากจะช่วยประหยัดภาษีได้เป็นก้อนแล้ว ยังถือเป็นการสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคงให้กับตัวเราเองในอนาคตด้วยครับ
สนใจใช้บริการ หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม
ส่งรายละเอียดธุรกิจของคุณให้ทีมงานเด่นจันท์ การบัญชีประเมินเบื้องต้น เราจะติดต่อกลับพร้อมคำแนะนำที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ
- 1แจ้งบริการที่ต้องการ เช่น จดทะเบียน ทำบัญชี ปิดงบ หรือภาษี
- 2ทีมงานตรวจข้อมูลและประเมินแนวทางให้เหมาะกับธุรกิจ
- 3ติดต่อกลับผ่านโทรศัพท์ อีเมล หรือ LINE ตามข้อมูลที่กรอก